ลงทะเบียนเข้างาน
ลงทะเบียน
บทความ
แบ่งปัน
โลกใบใหม่ของลูกน้อย

โลกใบใหม่ของลูกน้อย ดร.ฉัฐ วีณ์ สิทธิศิรอรรถ อาจารย์ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) พูดถึงประเด็นที่เด็ก ๆ ไปพบสิ่งใหม่ ๆ ที่โรงเรียนและกลับมาถึงบ้านพวกเขาอยากพูดอยากคุยให้พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายฟังว่า ผู้ใหญ่ต้องฟังเด็กการที่ผู้ใหญ่ตั้งใจฟังสิ่งที่เด็ก ๆ อยากเล่าจะทำให้เขาเกิดการพัฒนาทางภาษา เด็กจะถ่ายทอดออกมาทางคำพูดโดยถ่ายทอดมาจากประสบการณ์และจินตนาการของเด็ก

การที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองสนใจและตั้งใจฟังสิ่งที่เด็ก ๆ เล่า จะยิ่งกระตุ้นความคิดของเด็กและทำให้เขามีพัฒนาการที่ดีในด้านความคิดและการหาคำตอบ เมื่อพ่อแม่ฟังในสิ่งที่เด็กเล่าโดยโต้ตอบพูดคุยสอบถามเรื่องราวที่เขาเล่าจะทำให้เกิดการเรียนรู้กันและกัน พ่อแม่ได้เรียนรู้ว่าเด็กกำลังคิดอะไรอยู่มีความรู้สึกอย่างไรกับโรงเรียนรู้สึกอย่างไรกับครูและเพื่อน ๆ

ถ้าเด็ก ๆ คิดอะไรอยู่ เช่น กำลังคิดจะแกล้งเพื่อนหรือถูกเพื่อนแกล้งพ่อแม่จะได้มีโอกาสตักเตือนและสอนลูกได้จากเรื่องเล่าประจำวันที่เกิดขึ้นเมื่อไปโรงเรียน แต่ละวันเด็ก ๆ จะเล่าเรื่องตัวเองโดยใช้เวลาอย่างมากที่สุด 5-20 นาที พ่อแม่จึงควรจัดสรรเวลาส่วนนี้ให้ลูก เนื่องจากเป็นเวลาที่มีคุณค่ากับเด็ก ๆ และพ่อแม่

ดร.พัฒนา ชัชพงศ์ อาจารย์ภาควิชาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า การที่พ่อแม่รับฟังเรื่องเล่าจากลูก ๆ จะทำให้เด็กรู้สึกดีสบายใจและมีความสุข แต่การฟังเพียงอย่างเดียวก็ไม่เกิดประโยชน์ พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องแลกเปลี่ยนและพูดคุยกับเด็ก ๆ ด้วย อย่างเช่น เมื่อเด็ก ๆ เล่าว่าไปโรงเรียนได้เล่นสนุกมีของเล่นเยอะแยะได้ฟังนิทานจากคุณครู พ่อแม่ต้องถามต่อว่าแล้วหนูเล่นกับใครมีเพื่อนชื่ออะไรบ้างคุณครูที่เล่านิทานชื่ออะไรไหนลองเล่าให้แม่หรือพ่อฟังสิว่านิทานเรื่องที่หนูฟังมาจากคุณครูสนุกอย่างไร เด็ก ๆ ก็จะเล่าและพูดคุยต่อ การพูดคุยจึงมีการต่อเนื่อง เด็ก ๆ จะเกิดพัฒนาการทางภาษาเกิดความคิดและจินตนาการ การฟังเด็ๆ เล่าเรื่องราวของตัวเองที่โรงเรียนจึงเป็นการพัฒนาเด็กอย่างง่าย ๆ ที่พ่อแม่บางคนอาจไม่เห็นประโยชน์ ทั้งที่ประโยชน์และคุณค่านั้นมีมากมาย

"การฟังเรื่องราวของเด็ก ๆ จะทำให้พ่อแม่เห็นพัฒนาการและการปรับตัวเพื่อเข้าสังคมของเด็ก ๆ ได้ชัดเจน เพราะเขาจะเล่าว่าวันนี้รู้จักเพื่อนคนนั้นคนนี้ รู้จักและช่วยคุณครูทำงานสิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ต้องพูดทรรศนะเชิงบวกเกี่ยวกับโรงเรียนให้เด็ก ๆ ฟังไม่ใช่สร้างทรรศนะเชิงลบให้เด็กรู้สึกหวาดกลัวโรงเรียน และมีทรรศนะที่ไม่ดีต่อโรงเรียน การพูดคุยกับเด็ก ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวในโรงเรียน จึงควรเป็นเรื่องที่ดี ๆ 

สิ่งสำคัญพ่อแม่ไม่ควรขู่เด็ก ๆ เกี่ยวกับโรงเรียน เช่น ถ้าเด็ก ๆ ดื้อจะส่งไปให้ครูที่โรงเรียนเด็ก ๆ จะรู้สึกว่าโรงเรียนคือสถานที่ที่น่ากลัว เขาจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษและมีทรรศนะที่ไม่ดีต่อโรงเรียน แม้ว่าโรงเรียนแห่งนั้น จะมีการเรียนการสอนที่ดีและมีกิจกรรมที่แสนสนุกอย่างไรก็ตามเพราะเด็ก ๆ ถูกประทับความรู้สึกที่ไม่ดีเกี่ยวกับโรงเรียน กว่าเขาจะปรับตัวเองได้เพื่อเรียกความรู้สึกดี ๆ และความมั่นใจที่มีต่อโรงเรียนกลับมานั้นจึงต้องใช้เวลาบำบัด จะเห็นว่าคำพูดหรือถ้อยคำที่พ่อแม่ส่งผ่านไปถึงลูกนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องให้ความสำคัญมาก"

ข้อมูลจาก : http://www.n3k.in.th/แม่และเด็ก/เด็ก/โลกใบใหม่
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก