ลงทะเบียนเข้างาน
e-mail
Mobile number

บทความ
แบ่งปัน
มากระตุ้นต่อม รับผิดชอบ ให้ลูกๆ กันเถอะ

มากระตุ้นต่อม รับผิดชอบ ให้ลูก ๆ กันเถอะ ช่วงปิดเทอมนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่พ่อแม่ลูกจะได้อยู่ใกล้ชิด และทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมที่พ่อแม่ไม่ควรพลาดกับช่วงเวลาทองนี้ คือการสร้างนิสัยรับผิดชอบให้ลูก เป็นทักษะนิสัยแห่งปัญญาที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของเด็ก หากเรื่องนี้บกพร่องไป เด็กจะขาดความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตัวเอง และไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ เป็นเรื่องน่าห่วงมากสำหรับเด็กยุคใหม่

ในเรื่องนี้ นพ.ชาตรี วิฑูรชาตรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ สะท้อนว่า เด็กยุคใหม่มีบทบาทในเรื่องความรับผิดชอบน้อยลง ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องอื่นๆ เนื่องจากพ่อแม่บางท่านมักจะจ้างพี่เลี้ยง หรือแม่บ้านมาคอยทำให้ หรือพ่อแม่บางคนทำให้ลูกเสียเอง ลูกจึงไม่มีโอกาสได้ทำงานเหล่านี้ และทำไม่เป็น

ดังนั้น ในช่วงปิดเทอมนี้ พ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้เด็กใช้เวลาอย่างสูญเปล่า แต่ควรถือโอกาสใช้เวลาคุณภาพกับลูกสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมกระตุ้นต่อมความรับผิดชอบ โดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวลูกก่อน

"พ่อแม่ควรเริ่มให้ลูกได้มีความรับผิดชอบในเรื่องส่วนตัวก่อน แล้วค่อยมีส่วนร่วมในเรื่องของงานบ้านตามมา เช่น ฝึกให้ทำความสะอาดห้องนอน กวาดพื้น ถูพื้น เก็บที่นอน โต๊ะหนังสือ ตู้เสื้อผ้า แล้วค่อย ๆ ให้ช่วยเรื่องงานบ้าน เช่น ล้างจาน กวาดบ้าน ถูกบ้าน จัดสวน ตัดหญ้า ใส่ปุ๋ยต้นไม้ รดน้ำต้นไม้"

อย่างไรก็ดี การฝึกความความรับผิดชอบให้ลูกนั้น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นท่านนี้บอกว่า พ่อแม่ต้องฝึกตั้งแต่ลูกยังเล็ก และควรหากิจกรรมที่เหมาะสม ไม่เกินความสามารถให้กับเด็ก เพราะเด็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน

สำหรับ ลูกในช่วงวัยประถมศึกษา พ่อแม่อาจะฝึกให้เด็กมีให้ความรับผิดชอบในเรื่องส่วนตัวก่อน โดยการเก็บของเล่น เก็บจานข้าว เรื่องเสื้อผ้า ทำตามคำสั่งผู้ใหญ่ ช่วยหยิบสิ่งของ แล้วก็อาจจะช่วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการให้อาหารปลา ช่วยกรอกน้ำ รับผิดชอบห้องของตัวเอง เพราะงานเหล่านี้เด็กวัยประถมศึกษาสามารถทำได้

แต่ถ้าหากเป็นเด็กวัยประถมศึกษาตอนปลายที่โตขึ้นมาหน่อย สามารถทำกิจกรรมที่หนักขึ้นมาได้ก็อาจจะให้เริ่มจากการเก็บที่นอน ทำความสะอาด เช็ดโต๊ะ เป็นคนจัดโต๊ะอาหาร จานช้อนหยิบมาวาง แล้วจึงค่อยปรับเป็นเรื่องส่วนรวมมากขึ้น

ขณะที่ ลูกในช่วงวัยมัธยมศึกษา อายุ 11 ปีขึ้นไป จิตแพทย์ท่านนี้บอกต่อว่า เป็นวัยที่เด็กเริ่มโต และเป็นวัยรุ่น พ่อแม่ควรหากิจกรรมหรืองานที่เหมาะสม ที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบและแสดงความเป็นผู้ใหญ่ เช่น การปิดม่าน หน้าต่าง ดูแลกลอนประตู เอาขยะไปทิ้ง ให้อาหารสุนัข ล้างรถ หรือเป็นลูกมือช่วยแม่ทำครัว แต่ถ้าเด็กที่ไม่เคยทำอะไรเลย พอปิดเทอมมา พ่อแม่สั่งให้เขาทำบางทีเด็กอาจจะไม่อยากทำ ซึ่งการฝึกเริ่มต้นพ่อแม่จะต้องมีคำชมให้กับเด็กเพื่อเป็นการกระตุ้น และให้กำลังใจเสมอ

"การชมเป็นการให้รางวัลอย่างหนึ่ง เป็นคำพูดหรือการกระทำก็ได้ ชมเขา กอดเขา มองเขาด้วยแววตาชื่นชม ส่งเสริมให้เขาอยากทำความดีมากขึ้น โดยธรรมชาติเด็กก็อยากให้พ่อแม่ชื่นชม ถ้าเด็กมีความดีปุ๊บ ควรชมให้เร็วที่สุด อย่าชมมากเกินความเป็นจริง อย่าโอเวอร์ ให้ชมแบบชัดเจน ดียังไง เราพอใจยังไงบ้าง เช่น เขาเล่นของเล่นแล้วเก็บเรียบร้อย เราก็ชมว่าแม่ชื่นใจนะลูกมีระเบียบ เล่นแล้วเก็บเรียบร้อย แม่รู้สึกยังไง แม่ต้องไปอวดให้พ่อฟังนะว่าวันนี้ตั้งใจทำการบ้าน ยิ่งการชมของเรามีคำบรรยายอยู่ในนั้นเด็กจะรู้ว่าควรทำอะไรบ้าง ฟังแล้วจะชื่นใจกว่า มันเป็นการตอกย้ำ" จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นกล่าว

นอกจากนี้ นพ.ชาตรี กล่าวเสริมว่า การเข้านอน และตื่นนอนก็ถือเป็นการฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง เพราะการนอนและตื่นให้เป็นเวลาทั้งวันธรรมดาและวันหยุด ก็ถือเป็นการสร้างวินัยและฝึกนิสัยความรับผิดชอบของเด็กได้ แต่บางทีในช่วงปิดเทอมก็อาจจะมีการยืดหยุ่นได้ แต่อย่าให้มากนัก ปกติไปโรงเรียนอาจจะตื่น 6 โมงเช้า ช่วงปิดเทอมอาจจะยืดหยุ่นให้ตื่น 7 โมงแต่ไม่ใช่ตื่นตอนเที่ยงวัน

"เรื่องของสภาพแวดล้อมภายในบ้านก็มีส่วนสำคัญต่อการฝึกความรับผิดชอบเรื่องการเข้านอน โดยเฉพาะประเภทที่นอนห้องเดียวกันแล้วก็เอาทีวีไว้ในห้องนอน 4-5 ทุ่มพ่อแม่ยังดูทีวีอยู่ แล้วจะให้ลูกนอน ไฟก็ยังเปิดอยู่ พ่อแม่ควรแยกห้องนอนให้ลูกตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป และในห้องนอนไม่ควรจะมีทีวี คอมพิวเตอร์ และควรจะมีการกำหนดเวลาเข้านอนและตื่นให้เป็นกิจวัตร ถ้าฝึกฝนบ่อยๆ เด็กก็จะชินและเริ่มมีวินัยและความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเล็ก" จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นทิ้งท้าย

ขอบคุณภาพจากโรงพยาบาลมนารมย์

ข้อมูลจาก : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000149039
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก