ลงทะเบียนเข้างาน
Mobile number
e-mail
บทความ
แบ่งปัน
7 ข้อทำง่าย ช่วยทุกบ้านห่างไกล 'ไข้หวัดใหญ่' ในฤดูฝนสาด!

7 ข้อทำง่าย ช่วยทุกบ้านห่างไกล 'ไข้หวัดใหญ่' ในฤดูฝนสาด! เมื่อฤดูเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงฝนพรำ แน่นอนว่า เหล่าเชื้อโรคต่างออกมาเริงระบำ แพร่กระจายโรคให้กับทุกครอบครัวกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะเชื้อไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ช่วงนี้ สมาชิกทุกคนในบ้าน ไม่เว้นแม้แต่เด็ก ควรจะเริ่มสร้างเกราะกำบังให้กับร่างกายไว้บ้าง เพื่อป้องกันโรคภัยต่างๆ ในช่วงฤดูฝนสาดนี้

"ดร.ทอม สมิธ" ไคโรแพรคเตอร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำคลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก กล่าวว่า ทุกระบบ และทุกส่วนในร่างกายมีความสัมพันธ์กันหมด โดยมีสมอง และศูนย์กลางของระบบประสาท คอยทำหน้าที่รับผิดชอบเชื่อมโยงร่างกาย รวมไปถึงเซลล์ต่างๆ ถ้าหากสมอง ศูนย์กลางระบบประสาททำงานได้ดี ร่างกายก็จะมีความแข็งแรง

แต่ถ้าหากการทำงานเสื่อมลง หรือมีการติดขัดของเซลล์ หรือบางระบบภายในร่างกาย ก็จะทำให้ไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง เนื่องจากระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ จึงเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย เพราะระบบภูมิต้านทานร่างกาย (Immune System) คือระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมดของร่างกายที่ทำหน้าที่คอยป้องกันไม่ให้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาทำอันตรายและทำลายเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย

ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่จะละเลยไม่ได้ และหนึ่งในวิธีดูแลรักษาสุขภาพที่ทำได้ง่ายๆ คือ แนวทางในการดูแลรักษาสุขภาพแบบ*ไคโรแพรคติก ในเรื่องนี้ "บัณลักข ถิรมงคล" ผู้อำนวยการคลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก อธิบายให้ฟังว่า เป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่ระบบโครงสร้างร่างกาย การทำงานของกระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อ ระบบประสาท เพื่อให้อยู่ในสภาพที่ดี สมดุล ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่างๆ ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่ มีความสำคัญต่อระบบภูมิต้านทานที่แข็งแรงของร่างกายเป็นอย่างมาก

"ในช่วงนี้มีประชาชนที่มารับการบริการรักษาที่คลินิกเป็นจำนวนมากต่างตื่นตัว ซึ่งนอกจากไคโรแพรคเตอร์จะให้การรักษา ปรับ คืนความสมดุลให้กับระบบโครงสร้างร่างกาย แก้ไขปัญหากระดูกเคลื่อน ชะลอการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลัง" ผู้อำนวยการคลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติกกล่าว

แนะ 7 วิธีดูแลร่างกายห่างไกล 'ไข้หวัดใหญ่'

โดยทั้งนี้ได้ให้แนวทางในการดูแลรักษาสุขภาพในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้ระบบเชื่อมต่อในร่างกายต่างๆ ทำงานได้สมดุล มีประสิทธิภาพ และสร้างภูมิต้านทานที่แข็งแรงให้กับร่างกาย ซึ่งมีด้วยกัน 7 ข้อดังนี้

1. ควรดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำทุกวันโดยเฉพาะช่วงเช้าเวลาตื่นนอน และช่วงระหว่างวัน เฉลี่ย 1.5 ลิตร จะช่วยทำให้ร่างกายขจัดของเสียออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบนที่จะช่วยป้องกันและดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย นอกจากนั้นยังช่วยให้เซลล์ในร่างกายคงรูปทำงานได้อย่างปกติ เพื่อสามารถนำอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ และช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกล้ามเนื้อ กระดูก และช่วยหล่อไขข้อต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย

2. รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ เช่น ผักสด และผลไม้ ที่อุดมไปด้วยสารอาหารพวกเบต้าแคโรทีน วิตามินซี อี บี เช่น ฟักทอง แครอท ผักบุ้ง มะละกอ มะเขือเทศ ส้ม มะนาว ฝรั่ง ข้าวกล้อง ผักใบเขียว ถั่ว และกระเทียม (ควรเลือกผัก ผลไม้ อินทรีย์ ปลอดสารพิษ) เพื่อช่วยในเรื่องของการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะกระเทียมจะมีสารอัลลิซิน (Allicin) และซัลไฟด์ (Sulfides) จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ที่สำคัญที่สุดควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และทำให้ระบบภูมิต้านอ่อนแอลง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ อาหารที่ปรุงด้วยผงชูรส หรืออาหารที่มีรสหวาน และรสจัด

3. ควรรักษาความสะอาดส่วนต่างๆของร่างกายอยู่เสมอ เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคต่างๆ ที่จะทำให้ร่างกายอ่อนแอลง โดยควรล้างมือบ่อยๆ และแปรงฟันหลังอาหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และควรสอนใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดเชื้อโรคตามซอกฟัน

4. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพอเหมาะ ไม่หักโหมเกินไป เพื่อรักษาสภาวะภูมิต้านทานที่ดี

5. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อย่างต่ำวันละ 7 ชั่วโมง เพราะการนอนไม่พอนั้นมีผลต่อการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี

6. พยายามลดความเครียด เพราะอารมณ์เครียดจะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนของกระดูกสันหลัง และยังทำให้ร่างกายเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ลดลง คนเครียดจึงมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่าย

7. ควรใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกทุกครั้งเวลาอยู่ในที่ชุมชนและคนแออัด เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรค และหากมีการไอหรือจามควรจะยืดกล้ามเนื้อหลัง และงอเข่าขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อหลัง หรือข้อกระดูกเคลื่อนที่ เนื่องจาก การไอและจาม ที่รุนแรงจะเกิดแรงสั่นสะเทือนที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของข้อกระดูกในร่างกายได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นก็จะส่งผลต่อการทำงานระบบอื่นๆ ของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลงด้วย


/// ข้อมูลประกอบข่าว ///

*"ไคโรแพรคติก" คือ ศาสตร์วิชาการแพทย์แขนงการดูแลสุขภาพ โดยตรวจรักษาระบบประสาท การดูแลกระดูกสันหลัง และโครงสร้างของร่างกายเพื่อให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ใช้ยา เข็ม หรือ การผ่าตัด ในการรักษาความผิดปกติของโครงสร้างและการเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของกระดูกสันหลัง โดยให้ความสนใจกับส่วนสำคัญของร่างกาย 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ กระดูกสันหลัง (Spine) ระบบประสาท (Nervous System) ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย (Structure) โภชนาการด้านอาหาร และวิตามิน (Nutrition)


ข้อมูลจาก : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000065739
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก