ลงทะเบียนเข้างาน
Mobile number
e-mail
บทความ
แบ่งปัน
Size does Matter - สมองใหญ่เก่งกว่าสมองเล็ก???

Size does Matter - สมองใหญ่เก่งกว่าสมองเล็ก??? จากนิทานปรัมปราหลายๆ เรื่อง หนูหรือกบตัวเล็กๆ มักจะฉลาดกว่าสัตว์สมองโตอย่างช้างหรือสิงโต จะเป็นไปได้ไหมว่าที่สัตว์บนโลกนี้ ตัวไหนมีสมองเล็กจะฉลาดกว่าสัตว์ที่มีสมองใหญ่ และในทางกลับกันมนุษย์ก็เป็นสัตว์ที่มีสมองค่อนข้างกลางๆ กว่าสัตว์อื่น แต่กลับมีวิวัฒนาการที่น่าอัศจรรย์ใจกว่า ตกลงสมองเล็กหรือสมองใหญ่ ความฉลาดมีจากไหน เป็นคำถามที่เราจะมาค้นหาคำตอบกัน

เคยเห็นไหมคะที่เด็กๆ เถียงกันว่าศีรษะของใครใหญ่กว่ากัน เพราะเชื่อว่าใครมีศีรษะที่ใหญ่โตจะเป็นผู้ที่ฉลาดกว่าและอาจจะได้สิทธิ์เป็นผู้นำกลุ่มโดยที่เพื่อนๆ ในกลุ่มเถียงไม่ออก ซึ่งไม่แปลกเพราะทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้มักวัดระดับด้วยขนาดของสิ่งนั้น ว่าสิ่งไหนใหญ่กว่าย่อมดีกว่าเป็นธรรมดา แต่วันนี้เราพูดถึงเรื่องสมอง แล้วสมองที่ใหญ่กว่ามันดีกว่าฉลาดกว่าแน่หรือ มาลองเปรียบเทียบระหว่างสมองของมนุษย์กับสัตว์โลกอื่นๆ 

Brain Compare :
ก่อนที่จะวัดกันว่าสมองใหญ่จะฉลาดกว่าจริงหรือไม่ ลองมาดูข้อมูลคร่าวๆ กันก่อนว่าสัตว์ต่างๆ บนโลกนี้มีน้ำหนักสมองเท่าไรกันบ้าง 

ช้าง มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 4,783 กรัม 
มนุษย์ผู้ใหญ่ มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 1,300 - 1,400 กรัม 
ไอสไตน์ มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 1,230 กรัม 
มนุษย์ทารก มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 350-400 กรัม 
ลิงชิมแปนซี มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 420 กรัม 
สิงโต มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 240 กรัม 
สุนัข มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 72 กรัม 
แมว มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 30 กรัม 
กระต่าย มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 10 กรัม 
หนูแฮมสเตอร์ มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 1.4 กรัม 
ปลาทอง มีน้ำหนักสมองเท่ากับ 0.097 กรัม 

เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถขนาดดอกเตอร์ก็เข้าใจได้ว่า สมองขนาดใหญ่ที่สุดอย่างช้างนั้นก็ไม่ได้ฉลาดหรือมีความคิดสร้างสรรค์มากเท่าไรนัก เมื่อเปรียบเทียบกับหนูแฮมสเตอร์ ลิงชิมเปนซี หรือแมว และมนุษย์เองก็ไม่ได้มีความฉลาดน้อยกว่าช้างแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักฟิสิกข์ระดับโลกอย่างไอสไตน์ ก็มีน้ำหนักของสมองอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยเท่ากับคนทั่วไป ไม่ได้มีสมองใหญ่โตจนเกินปกติด้วยซ้ำ 

งานนี้เราสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดช้างถึงสมองใหญ่ เนื่องจากช้างมีความจำเป็นต้องใช้สมองควบคุมการทำงานของร่างกายไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การรับรู้ความรู้สึก และสัญชาตญาณการออกหากิน อย่างเช่น ผิวหนังของช้างมีขนาดใหญ่มาก หากมีเข็มจิ้มบนตัวช้างที่ใดที่หนึ่ง ระบบประสาทก็จะส่งตรงถึงสมองทันที ลองคิดดูว่าหนังช้างมีขนาดใหญ่แค่ไหนจึงไม่แปลกที่สมองต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย ดังนั้นสมองใหญ่เพราะต้องควบคุมการทำงานของร่างกายขนาดใหญ่หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ไม่เกี่ยวกับความฉลาด ความรอบรู้ หรือความคิดสร้างสรรค์แต่อย่างใด 

ส่วนมนุษย์มีสัดส่วนของสมองใหญ่กว่าสัตว์อื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ที่มีน้ำหนักและขนาดตัวที่เท่ากัน แต่เราพบว่าสมองของมนุษย์มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่ในเนื้อสมองแต่ละซีก ฮั่นแน่...อยากจะรู้ต้นตอของความฉลาดแล้วล่ะสิ


About baby brain :

สมองไม่ใช่เป็นแค่ก้อนเนื้อกลมๆ เท่านั้น แต่เมื่อเด็ก 1 คนถือกำเนิดขึ้นมา จะมีเซลล์สมองประมาณ 1 หมื่นล้านเซลล์พร้อมเรียนรู้อยู่แล้ว ซึ่งงานวิจัยทางการแพทย์พบกว่าความฉลาดของเด็กเกิดจากกรรมพันธุ์ประมาณ 50 % และการเลี้ยงดูรวมทั้งสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กอีกประมาณ 50 % 

ทั้งนี้เซลล์สมองจะมีมากที่สุดยามเมื่อเจ้าหนูอายุได้ 2 ขวบ และน้ำหนักสมองเพิ่มมากถึง 80 % ทีเดียว จะเห็นว่าสอดคล้องกับพัฒนาการที่เจ้าหนูในวัยนี้ซนและต้องการทดลองหาประสบการณ์ และอยากเรียนรู้มากที่สุด โดยเฉลี่ยเมื่อเจ้าหนูโตจนอายุครบ 20 ปี อาจจะมีเซลล์สมองมากถึง 100,000 ล้านเซลล์เลยทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์สมองของปลาหมึกที่มีแค่ 300 ล้านเซลล์เท่านั้นเอง

ย้อนกลับมาที่น้ำหนักของสมองจะหยุดการเติบโตเมื่อเจ้าหนูอายุครบ 12 ขวบ ซึ่งต่อจากนั้นแม้น้ำหนักสมองไม่เพิ่มขึ้น แต่ความฉลาดของมนุษย์จะถูกกำหนดอยู่ที่ใยสมองและเซลล์สมอง ที่ถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกผ่านประสาทสัมผัสทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการกิน สัมผัส ดม ได้ยิน และการมอง เป็นต้น ดังนั้นจะฉลาดหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายนอกและแรงกระตุ้นด้วย ไม่ใช่ว่าพันธุกรรมดีแล้วจะฉลาดได้ในพริบตา 

อ่านข้อมูลง่ายๆ ตรงนี้แล้วไม่ต้องถึงกับร้องโอ้โห เพราะความจริงแล้วไอคิวและขนาดของสมองของเด็กๆ รุ่นใหม่มีขนาดใกล้เคียงกัน อย่าไปกังวลว่าลูกของเราจะมีสมองเล็กหรือสมองใหญ่ เพียงแต่เน้นการเรียนรู้ที่สนุกและลูกมีความสุขเข้าไว้ การสร้างความฉลาดให้ลูกก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมแล้วค่ะ

  
ข้อมูลจาก : http://www.sudrak.com
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก