ลงทะเบียนเข้างาน
Mobile number
e-mail
บทความ
แบ่งปัน
ปัญหาไม่สนุกที่ผู้ใหญ่สร้าง

ปัญหาไม่สนุกที่ผู้ใหญ่สร้าง พ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยอนุบาล ประถม คงเคยเจอเรื่องลูกมีแฟนตั้งแต่เด็ก ส่วนใหญ่ก็เห็นเป็นเรื่องน่ารัก วัยใส คิกขุ แต่ที่เอเจอกับหลานก็เป็นแนว ๆ นี้แหล่ะค่ะ แต่อินเทรนกว่ามีการแลกแหวนจองตัวกันด้วยนะ คุณครูที่โรงเรียนเค้าก็เห็นดีเห็นงามด้วย เข้าร่วมเป็นสักขีพยานให้เรียบร้อย พูดง่าย ๆ ว่าถ้าคู่ไหนเป็นแฟนกันก็ให้มีการแลกแหวนจองตัวกันทุกคู่...ฟังแล้วขำมั๊ยคะ...

อย่างที่บอกพ่อแม่บางคนก็เห็นเป็นเรื่องขำน่ะ แล้วคุณโนล่ะขำหรือเปล่า อย่างที่เอเจอกับตัวเอง ก็ตอนที่พาลูกไปเช่าหนัง ก็ได้ยินเสียงคนเชียร์ให้หอมแก้ม เราก็ไม่ได้สนใจฟังหรอกก็จูงมือลูกเดินดูไปเรื่อย พอหันไปก็ถึงบางอ้อ อ๋อเชียร์เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ให้เข้ามาหอมแก้ม ให้เข้ามาขอเป็นแฟน...พวกเขาก็ขำกันใหญ่น่ะ แถมบอกเด็กอีกว่า

“โตขึ้นน่ะต้องไปหอมแก้มเด็กผู้หญิงเยอะๆ รู้ปล่าวเราเป็นผู้ชายต้องมีแฟนหลาย ๆ คน มันเทห์ดี ว่าแล้วก็ขำกันใหญ่”

เอก็อยากจะบอกพวกผู้ใหญ่ที่คอยเชียร์ทั้งหลาย อย่าสอนเด็กให้เป็นแบบนี้เลย เด็กเล็ก ๆ เด็กเค้าไม่รู้จักหรอกค่ะว่า “แฟน” มันคืออะไร

อย่าปลูกฝังพฤติกรรมให้เป็นแบบนี้เพราะเด็กไม่รู้หรอกค่ะว่าอะไรมันเป็นอะไร ทำไมเราให้รู้จักคำนี้ตั้งแต่เด็ก น่าจะส่งเสริมอะไรให้มันสร้างสรรค์กว่านี้ดีกว่าไหมเนี้ย ส่งเสริมกันจังให้เป็นแฟนคนโน้น คนนี้ พอเด็กเล็กๆ มีแฟนก็ขำเห็นดีเห็นงามกันใหญ่

ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมเด็กสมัยนี้ถึงมีแฟนกันเร็วเหลือเกิน...ย้อนสมัยเราเป็นเด็ก (ย้อนนานหน่อย) กว่าจะรู้ว่าแฟนมันเป็นยังไงก็ปาไปม.ปลายแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เห็นนักเรียนประถมต้นจูงมือกัน แอบหอมแก้มกัน อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด เชื่อค่ะว่าสังคมมันเปลี่ยนไป แต่เราจะทำยังไงไม่ให้ลูกของเราเป็นแบบนี้

ข้อความข้างต้น เป็นเรื่องที่เพื่อนคนหนึ่งไปเจอะเจอเหตุการณ์ แล้วเอามาเล่าให้อ่าน ไม่ต้องบรรยายก็คงรู้ว่าเธอสะท้อนอารมณ์ไหน แล้วคุณล่ะค่ะ เคยถูกล้อในวัยเด็กบ้างหรือเปล่า หรือว่าเคยเป็นผู้ใหญ่ที่ล้อเด็กด้วยหรือเปล่า…!!

ดิฉันก็พยายามนึกย้อนไปถึงวัยของตัวเองว่าเคยถูกล้อกับเพื่อนต่างเพศเมื่ออยู่วัยไหน ก็น่าจะซักประมาณประถมปลาย เป็นเรื่องขำของเพื่อนและผู้ใหญ่ แต่ด้วยความไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไร จำได้ว่าเลิกคุยกับเพื่อนผู้ชายคนนั้นไปซะงั้น

แล้วถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ จำได้ไหมว่า เมื่อถูกล้อว่าเป็นแฟนกับคนนั้นคนนี้แล้วรู้สึกอย่างไร

จริงอยู่ว่าประเด็นนี้ ต้องขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู รวมถึงการหล่อหลอมและปลูกฝังเรื่องนี้มาอย่างไร แต่…เด็กในยุคปัจจุบันได้รับสื่อทะลักเข้ามาหาตัวเองมากมายกลายเป็นตัวแปรสำคัญอีกประการที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และรูปแบบการใช้ชีวิต ยิ่งถ้าพ่อแม่หรือผู้ปกครองรู้ไม่เท่าทันโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อะไรจะเกิดขึ้นกับลูกเราล่ะ?

เด็กบางคนถูกปล่อยให้ดูละครโทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยฉากกอดจูบกัน ตบตีกัน รวมถึงการแต่งตัวล่อแหลม เด็กบางคนก็เอาไปเลียนแบบเล่นกับเพื่อนต่างเพศบ้าง เด็กเขาไม่รู้หรอกว่าเล่นอย่างนั้นมันจะนำไปสู่อะไร หรือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะอะไร แล้วพอเด็กทำ ผู้ใหญ่ก็จะเข้าไปตำหนิ ดุด่าว่าเป็นเด็กไม่ดี ทั้งที่เด็กอาจจะคิดว่าถ้าไม่ดี แล้วมันมีให้เห็นในโทรทัศน์ได้อย่างไร

นั่นหมายความว่าการอบรมสั่งสอน และท่าทีในการให้ความรู้ ความเข้าใจกับเด็กเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจว่า จะไปทำแบบนั้นกับเพื่อนไม่ได้ ส่วนที่ลูกเห็นในโทรทัศน์เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่เขารักกันเมื่อถึงวัยหนึ่งสามารถทำได้ แต่ไม่เหมาะกับเด็ก เพราะเด็กๆ เป็นเพื่อนกัน และเพื่อนไม่เล่นกันอย่างนี้

ความจริงแล้วเด็กในวัยนี้ยังไม่เข้าใจคำว่าแฟนอย่างที่ผู้ใหญ่ใช้ เขารู้แต่ว่า ถูกคอ ถูกใจกัน เล่นกันแล้วสนุก แต่เผอิญว่าเป็นเพื่อนต่างเพศ ทั้งยังเคยเห็นในโทรทัศน์ว่าผู้หญิงผู้ชายที่สนิทกัน เขาเรียกว่าแฟน แล้วพอเด็กถูกผู้ใหญ่หรือเพื่อนล้อ ก็เข้าใจเอาว่าเป็นแฟนกัน

ฉะนั้น เรื่องที่ผู้ใหญ่มักถามเด็กว่ามีแฟนหรือยัง ชอบแหย่ด้วยความสนุกสนาน หรือล้อให้เด็กคนนั้นเป็นแฟนกับเด็กคนนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้เขาหันมาสนใจเรื่องเพศก่อนวัยอันควร

เด็กวัยอนุบาลและประถมสามารถแยกแยะได้แล้วว่าตัวเองเป็นเพศไหน เริ่มมีความสนใจในความแตกต่างระหว่างเพศ โดยวัยเขาจะอยากรู้อยากเห็น ซึ่งไม่ได้มีความต้องการหรือเรื่องฮอร์โมนทางเพศเข้ามาเกี่ยว แต่ถ้าผู้ใหญ่ไปแหย่ในเรื่องเหล่านี้บ่อยๆ เด็กอาจเกิดความสับสนว่าผู้ใหญ่เองก็สนับสนุนให้เขามีแฟนได้แล้ว ที่ผ่านมาเด็กผู้ชายจะถูกล้อเลียนมากกว่าเด็กผู้หญิง เพราะเห็นว่าสนุกดี ไม่มีอะไรเสียหาย แต่หารู้ไม่ว่า เท่ากับเป็นการปลูกฝังให้เขาเรียนรู้ว่าเขาเป็นเด็กผู้ชาย มีแฟนได้มากกว่าผู้หญิง เหมือนดั่งตัวอย่างที่เพื่อนของดิฉันเขียนมาเล่าให้ฟังว่า ผู้ใหญ่ก็เชียร์ให้เด็กผู้ชายหอมแก้มเด็กผู้หญิง และเชียร์ว่าเมื่อโตขึ้นต้องมีแฟนเยอะๆ

แม้เด็กผู้ชายไม่ได้คิดเลยเถิด แต่สิ่งเหล่านั้นได้ถูกโปรแกรมเข้าไปในสมองแล้วว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ หนำซ้ำ ทำแล้วพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ชอบอีกต่างหาก แล้วเราควรจะปลูกฝังให้เด็กเข้าใจเรื่องเพศอย่างไรให้ถูกต้อง

พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ควรสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน สอนให้รู้จักการปกป้องตนเอง โดยเฉพาะการสอนให้หวงแหนอวัยวะส่วนไหนที่ห้ามเปิดให้ใครดู ห้ามให้ใครมาจับเด็ดขาด สอนให้รู้ว่าถ้าใครมาขอดู หรือขอจับ ต้องรีบบอกคุณครู หรือพ่อแม่ทันที เพราะแสดงว่าคนๆ นั้นคิดไม่ดีกับลูก ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเพศไหนก็ตาม เท่ากับเป็นการสอนให้ลูกรู้จักปกป้องตัวเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศได้

อย่าลืมว่าในยุคปัจจุบันเรื่องเพศมีความสำคัญมาก เราจะเห็นได้จากบางครั้งก็มีการล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลใกล้ชิดของเด็กได้ เช่น ญาติพี่น้อง คุณครู หรือเพื่อน ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก และต้องไม่ลืมว่าเด็กผู้ชายก็น่ากังวลไม่น้อยเช่นกัน เพราะมีการล่วงละเมิดทางเพศกด้วยค่ะพ่อกแม่ทันที เพราะแสดงว่าคนๆ นั้นคิดไม่ดีกับลูกได้ ้รู้ว่าางหาก เพราะเท่ากับ ระหว่างเพศเดียวกันเพิ่มขึ้นจำนวนมาก บางทีเราระมัดระวังกับลูกสาว และละเลยลูกชาย แท้จริงแล้ว ทั้งสองเพศมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย แล้วเราควรให้ลูกเรียนรู้เรื่องใดบ้าง

ประการแรก สอนเรื่องการเข้าสังคม ระหว่างเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย ว่าควรจะมีการวางตัวอย่างไร อะไรควรอะไรไม่ควร อย่าคิดว่าลูกเล็กเกินไป ในทางตรงข้าม ถ้าเราปลูกฝังตั้งแต่เล็กจะช่วยป้องกันได้

ประการที่สอง สอนเรื่องความแตกต่างระหว่างเพศ ให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจว่าเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย มีความแตกต่างกันอย่างไร ทั้งร่างกาย เช่น อวัยวะ การแต่งตัว ทรงผม รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่แตกต่างกัน

ถ้าเป็นลูกสาว ก็ต้องสอนให้รักนวลสงวนตัว ระมัดระวังในการนั่ง เดิน ไม่กระโดกกระเดกเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องสอนให้เข้มแข็ง ให้รู้จักทักษะการป้องกันตัวได้ด้วยก็เป็นการดี ค่านิยมที่ว่าลูกสาวต้องเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ หรือต้องนุ่มนิ่มอย่างเดียว ไม่เหมาะกับสภาพสังคมยุคนี้ เพราะการช่วยเหลือตัวเอง หรือเอาตัวรอดท่ามกลางภัยสังคมในยุคนี้มีความจำเป็นยิ่ง

ในกรณีที่เป็นลูกชายก็ควรสอนให้เป็นลูกผู้ชาย รู้จักให้เกียรติผู้หญิง ควรจะมีน้ำใจกับเพศหญิงอย่างไรและมีทักษะด้านการป้องกันตัวเองเช่นกัน รวมถึงไม่ไปแกล้งเพศหญิง เพราะผู้ชายเป็นเพศที่แข็งแรงกว่า

ประการสุดท้าย ผู้ใหญ่ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ด้วยการล้อเลียนเด็กๆ ว่าเป็นแฟนกันด้วยความสนุกสนาน โดยไม่คำนึงว่าสุดท้ายผลที่ตามมาจะส่งผลกระทบต่อเด็กหรือลูกหลานของเราต่อไปอย่างไร

อย่าลืมว่าเรื่องขำๆ สนุกของผู้ใหญ่ในบ้างเรื่อง อาจส่งผลกระทบต่อเด็กทั้งชีวิต


ที่มา: หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th/node/14011
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก