ลงทะเบียนเข้างาน
ลงทะเบียน
บทความ
แบ่งปัน
เมื่อ "ลูกชาย" ชอบหยิบ "ของคุณแม่" มาแต่งสวย!

เมื่อ "ลูกชาย" ชอบหยิบ "ของคุณแม่" มาแต่งสวย! เชื่อได้เลยว่า ครอบครัวส่วนหนึ่ง คงต้องหนักใจกับพฤติกรรมของลูกชายวัยก่อนเข้าอนุบาล ที่มักจะชอบหยิบจับเครื่องสำอาง หรืออุปกรณ์เสริมสวยของคุณแม่ มาแต่งเล่นให้เห็นกันต่อหน้าต่อตา จนพ่อแม่บางคน กลัวว่า ลูกจะผิดปกติ และมีแนวโน้มที่จะเบี่ยงเบนทางเพศตั้งแต่เด็ก ถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะถูกญาติพี่น้อง ล้อเลียนว่าลูกจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน

เพื่อไขข้อข้องใจให้กับทุกครอบครัว เราจึงได้ปรึกษาไปยัง "พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร" กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ และพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งได้คำอธิบายว่า เมื่อลูกมีพฤติกรรมชอบหยิบจับของเสริมสวยมาเล่น ทั้งเสื้อผ้า หรืออุปกรณ์เสริมความงามของคุณแม่ สิ่งแรกคือ ไม่ควรกังวลมากเกินไป ซึ่งเด็กจะเบี่ยงเบน หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และหลายสาเหตุ ไม่จำเป็นต้องเล่นของผู้หญิง แล้วจะเบี่ยงเบนเสมอไป

กระนั้น ควรดูที่ช่วงอายุของลูกเป็นหลัก ถ้าเป็นเด็กเล็กอายุ 1-3 ขวบ บางทีลูกอาจจะเกิดจากความอยากรู้อยากเห็น หรือยังไม่เข้าใจบทบาททางเพศสภาวะของตัวเองก็เป็นได้ เป็นเหตุให้เกิดการเลียนแบบ เช่น เห็นคุณแม่ทาแป้ง ทาปาก ก็หยิบขึ้นมาทาเลียนแบบคุณแม่ เรียกได้ว่า เซลล์ประสาทกระจกเงาของเด็กกำลังทำงาน

แต่ถ้าลูกเข้าสู่วัยอนุบาล และให้ความสนใจกับเรื่องความสวยความงามเป็นพิเศษ กับพฤติกรรมของลูกตรงนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องมอง และวิเคราะห์ให้ออกว่า เกิดจากอะไร เนื่องจากมีหลายสาเหตุมาก ไม่ว่าจะสิ่งแวดล้อม ช่องว่างทางการเลี้ยงดู หรืออื่นๆ เป็นต้น

สำหรับกรณี ที่เด็กมีพฤติกรรมไม่อยากอยู่กับเพศของตัวเอง อาจมีแนวโน้มในเชิงพฤติกรรมได้ กล่าวคือ เด็กทั่วประเทศที่เกิดมา ประมาณร้อยละ 10 บางคนอาจจะไม่อยากเป็นผู้หญิง แต่อยากจะเป็นผู้ชาย หรือบางคนเกิดเป็นชาย แต่อาจจะไม่อยากเป็นผู้ชายก็ได้ แต่กระนั้นตัวเลขข้างต้น ก็ไม่สามารถบอกได้ชัดเสมอไป เพราะพฤติกรรมของเด็ก อาจเบี่ยงเบนได้จากสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเลี้ยงดูด้วย เช่น บทบาทความเป็นเพศต้นแบบของพ่อ และแม่ไม่สมดุล หรือทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง

"เด็กต้องการทั้งพ่อ และแม่ เพียงแต่คำว่า ต้องการของเด็ก เด็กเขาต้องการ อย่างถูกต้องด้วย ซึ่งหมายความว่า การแสดงบทบาทความเป็นเพศชายในตัวคุณพ่อ ไม่จำเป็นต้องแสดงให้ลูกเห็นถึงความโหดเหี้ยมเสมอไป แต่การแสดงออกของเพศชาย อาจแสดงได้ถึงความแข็งแกร่ง การผจญภัย ความมั่นคง

ซึ่งคุณพ่อส่วนใหญ่ที่เจอ มักตีโจทย์บทบาทความเป็นเพศชายผิดไป จึงแสดงออกมาให้ลูกเห็นในแบบที่ผิด ดังนั้น ระหว่างพ่อกับลูก จึงเกิดความรักใคร่ทางอารมณ์ที่ห่างกัน ทำให้ลูกบางคน ไม่อยากแสดงบทบาทในเพศชายตามต้นแบบของพ่อ แต่กลับจะเข้าหาเพศที่อ่อนหวานอย่างคุณแม่แทนก็เป็นได้" คุณหมอกล่าว

ทิ้งท้ายนี้ เพื่อลดช่องว่างทางการเลี้ยงดู คุณหมอให้คำแนะนำว่า คุณสามีควรเข้าไปช่วยภรรยาเลี้ยงลูกให้มากที่สุด ถือโอกาสตั้งแต่ลูกคลอดออกมาเลยก็ได้ เช่น อุ้มลูก ป้อนนม ป้อนข้าวลูก ทั้งนี้ เพื่อที่เด็กจะได้สัมผัสกับบทบาททั้งความเป็นแม่ และความเป็นพ่ออย่างเท่าเทียมกัน เมื่อถึงวัยที่โตพอ เด็กจะสามารถเลือกเพศได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ถือเป็นต้นแบบที่สำคัญ ไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งมากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ถ้าบทบาทของพ่อแม่ชัดเจน แต่ถ้าลูกไม่อยากอยู่กับเพศตัวเอง ตรงจุดนี้ ถือว่า ลูกเป็นคนเลือกเอง ในฐานะพ่อแม่ก็ควรที่จะยอมรับในตัวตนของลูก 


ที่มา: หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ

ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th/node/14359
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก