ลงทะเบียนเข้างาน
ลงทะเบียน
บทความ
แบ่งปัน
"อาการป่วยในเด็ก" สิ่งที่ควรบันทึกก่อนถึงมือ "หมอ"

"อาการป่วยในเด็ก" สิ่งที่ควรบันทึกก่อนถึงมือ "หมอ" ยิ่งช่วงนี้อากาศยิ่เปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวฝนตกเดี๋ยวแดดออกบางแบบนี้ ขนาดผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ยังเป็นไข้ไม่สบายกันออกจะบ่อย ๆ ไป แล้วถ้าเป็นเจ้าตัวน้อยละคงป่วยเอาได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว และถ้าคุณพ่อคุณแม่จะพาลูกน้อยไปหาคุณหมอนั้นคุณแม่คุณพ่อจะต้องเตรียมพร้อมและสังเกตลูกน้อยอย่างไรวันนี้มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

เวลาที่ลูกป่วยไข้ไม่สบายนั้นข้อมูลจากคุณแม่คุณพ่อ (หรือคนที่ใกล้ชิด) เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เพราะการที่คุณแม่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติต่าง ๆ จะช่วยให้คุณหมอวินิจฉัยอาการและรักษาเจ้าตัวเล็กของคุณได้ถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้นนั่นเอง


ข้อมูลสำคัญเมื่อที่ยามต้องไปหาหมอ
• อาการไข้
การสังเกตว่าลูกมีไข้สูงต่ำขนาดไหนลักษณะไข้เป็นแบบไหนมีไข้สูงตลอดหรือไข้ขึ้นเป็นช่วง ๆ ระยะเวลาที่เป็นสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำคัญที่ช่วยในการรักษาลูกของคุณแม่ค่ะ ถ้าวัดไข้แล้วอุณหภูมิสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีไข้แล้วค่ะช่วงนี้อาจจะวัดไข้ซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าไขสูงขึ้นเป็น 39-40 องศาเซลเซียส อาจจะรีบโทรปรึกษาหรือพาลูกไปหาคุณหมอประจำตัวของลูกค่ะ

• การกินนม
คุณแม่ต้องไม่ลืมสังเกตการกินนมว่าผิดปกติไปจากเดิมมากน้อยเพียงใดหากลูกไม่กินนมติดต่อกันเกิน 2 มื้อก็น่าจะพาลูกไปหาหมอค่ะ แต่ถ้าลูกเริ่มกินอาหารเสริมแล้วก็ต้องบอกหมอด้วยว่ากินอะไรมากน้อยแค่ไหน

• อาเจียน
หากลูกอาเจียนคุณแม่ต้องสังเกตจำนวนครั้งลักษณะของนมที่ลูกอาเจียนออกมา ถ้าลูกอาเจียนทุกมื้อหรืออาเจียนเป็นนมสีเขียวแสดงว่ามีน้ำดีออกมาด้วย ลำไส้ของลูกอาจจะมีปัญหาอุดตันเกิดขึ้น

• ระบบขับถ่าย
จะเป็นปัสสาวะหรือเป็นอุจจาระก็ต้องหมั่นสังเกตทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นจำนวนครั้ง สี ลักษณะที่ออกมา เช่น หากสีปัสสาวะเข้มร่วมกับมีไข้ก็อาจจะมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเป็นต้น

• ผื่น
อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมสังเกตก็คือ เวลาที่ลูกไม่สบายนั้นตามตัวลูกมีผื่นขึ้นที่ไหนบ้างลักษณะของผื่นวันเวลาเริ่มขึ้น เช่น เป็นผื่นหลังกินนมก็อาจจะเป็นไปได้ว่าลูกแพ้นมวัว

• อาการผิดปกติอื่น ๆ
เป็นเรื่องที่ต้องเก็บข้อมูลและต้องช่างสังเกตค่ะ ไม่ว่าจะเป็นลูกดูซึมไปมากน้อยขนาดไหน นอนมากหรือไม่ยอมนอน หายใจดังขึ้น ดูเหนื่อยหรือเปล่า ร้องมากผิดปกติ ชักหรือไม่ กี่ครั้ง ที่ตัวมีส่วนไหนบวมหรือเปล่า ขี้ตาเป็นสีเขียวไหม สะดือมีเลือดซึมหรือเปล่า ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ก็ต้องแจ้งหมอ เช่นกันนะคะ

• ยาที่กิน
ชนิดของยาปริมาณที่กินและจำนวนวันที่กินมาแล้วถ้ามีข้อมูลต้องแจ้งหมอด้วยค่ะ

ถ้ามีข้อมูลเบื้องต้นครบถ้วนอย่างนี้คุณหมอคงช่วยรักษาให้เจ้าตัวเล็กของคุณหายป่วยกลับมาสดใสได้เร็วขึ้นแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
modernmom

ข้อมูลจาก : http://women.nong3narak.com
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก