ลงทะเบียนเข้างาน
Mobile number
e-mail
บทความ
แบ่งปัน
กล้ากับคนด้อย ถอยกับคนกล้า นิสัยลูกที่พ่อแม่พึงระวัง

กล้ากับคนด้อย ถอยกับคนกล้า นิสัยลูกที่พ่อแม่พึงระวัง จากการที่ในหลายๆโรงเรียน มักมีนักเรียนกลุ่มที่ชอบมีเรื่องท้าตีท้าต่อยจนเป็นสัญลักษณ์ของเด็กเหล่านั้น บ้างก็ชอบแกล้งเพื่อน บ้างก็มีเรื่องจนต้องพบฝ่ายปกครองก็มี

ทั้งนี้ นักวิจัยชาวอิตาลีได้ศึกษาพฤติกรรมของเด็ก ๆที่มีอายุระหว่าง 10-12 ปี จำนวน 195 ราย ซึ่งเคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับเด็กคนอื่นที่มีอายุน้อยกว่าพวกเขา โดยส่วนหนึ่งเคยมีเรื่องกับเด็กที่มีอายุเพียง 4 ขวบเท่านั้น

อย่างไรก็ดี การสำรวจนั้น นักวิจัยให้เด็กทั้งหมดทำแบบสอบถามว่าเกี่ยวกับ พฤติกรรมที่ผ่านมา เช่น เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งจนมีเรื่องชกต่อยกันบ้างหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องหรือเพื่อน ซึ่งผลออกมาว่าพวกเขาล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องกับเพื่อนหรือพี่น้องที่บ้านก็ตาม

ทางด้าน "แอร์ซิลิอา เมเนซินี" นักวิจัยจาก อูนิแวร์ซิตา เดกลี สตูดี ฟิเรนเซ ประเทศอิตาลี เผยว่า แม้ผลที่ออกมาจะไม่ใช่เรื่องผิดคาดก็ตาม แต่สิ่งที่สามารถสรุปได้จากการสำรวจในครั้งนี้คือ เด็กที่มีพฤติกรรมนักเรียน-นักเลง ทั้งที่อายุยังน้อยอยู่นี้มักเลือกที่จะข่มเหงเฉพาะคนที่เขาคิดว่าสู้เขาไม่ได้เท่านั้น

ขณะที่ ผลการวิจัยของยูโรเปียนระบุว่า เด็กเหล่านี้จะกล้าและมีความเป็นนักเลงสูงกับคนที่ด้อยกว่าเท่านั้น ถ้าอยู่ที่บ้าน เขาก็ชอบรังแกน้อง ดังนั้นเพื่อนและน้องที่สู้ไม่ได้ก็กลายเป็นผู้ถูกกระทำและถูกหาเรื่องมาให้ทะเลาะอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม เมเนซินีเสริมว่า สำหรับเด็กผู้หญิงนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กที่อาจมีปัญหาทางครอบครัวและมีคุณภาพชีวิตไม่ดีนัก

"ถ้าพฤติกรรมของเด็กคนไหนมีลักษณะก้าวร้าว ชอบหาเรื่องเพื่อน และแกล้งพี่น้องอยู่เป็นประจำ หากพวกเขาอยู่ที่โรงเรียน เขาก็มีพฤติกรรมที่ไม่ต่างกัน ดังนั้นพ่อแม่ควรดูแลเอาใจใส่ให้มากๆ และป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหาชกต่อย ทะเลาะวิวาทของลูก เพราะบางครั้ง พฤติกรรมบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกโตเสียก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน เพราะฉะนั้น เรื่องบางเรื่องครอบครัวก็ควรสอนและอธิบายให้เด็กฟังด้วยว่าอะไรควร อะไรไม่ควรค่ะ” เมเนซินีกล่าวทิ้งท้าย 


ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ
ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก