ลงทะเบียนเข้างาน
Mobile number
e-mail
บทความ
แบ่งปัน
พ่อแม่ควรทำอย่างไร เมื่อลูกรักเพศเดียวกัน

พ่อแม่ควรทำอย่างไร เมื่อลูกรักเพศเดียวกัน คงจะมีบ่อยครั้ง ที่คุณพ่อคุณแม่ไปไหน ๆ แล้ว ได้พบเห็นกริยาใกล้ชิดสนิทสนมที่ผู้หญิง 2 คนมีต่อกันเป็นพิเศษ เช่น เดินจูงมือ โอบไหล่ มองตาเง้างอน อาจจะเป็นู่สาวผมสั้น-ผมยาว หรือ ผมยาว-ผมยาว หรือ ผมสั้น-ผมสั้น ก็แล้วแต่ คุณพ่อคุณแม่มีความรู้สึกอย่างไรบ้างคะ ? 

เฉย ๆ ใช่ไหม ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ หรือว่ารู้สึก "ขัดหูขัดตา" คิดอยู่ในใจว่า "ลูกเต้าใครนะ" เลี้ยงดูยังไงถึงปล่อยให้รักชอบ เพศเดียว กันแบบนี้ 

แต่ถ้า 1 ใน 2 คนนั้น เป็นลูกหลานในครอบครัวตนเอง ความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่จะ เปลี่ยนไปทันทีใช่มั๊ยคะ 

จะมีปฏิกริยาเหล่านี้ตามมาใช่หรือเปล่า?? 

- วิตกกังวล ไม่สบายใจ เฝ้าคิดว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงลูกได้อย่างไร 
- สั่งห้ามให้ลูกเลิกคบเพื่อนคนนั้น 
- อยากพาลูกไปหาจิตแพทย์ 
- โกรธลูกที่ทำตัวเสื่อมเสีย 
- ห่วงใยในอนาคตของลูกยิ่งกว่าครั้งใด 
- พยายามหาต้นตอของคนหรือ "สิ่ง" ที่ทำให้ลูกเป็นแบบนั้น 
- ลงโทษลูกด้วยวิธีการต่าง ๆ 
- โทษตัวเองว่าเลี้ยงลูกไม่ดี ฯลฯ 

รู้มั๊ยคะว่า วิธีการแสดงออกหรือการกระทำต่าง ๆ เหล่านี้ สร้างแรงกดดันให้กับลูกหลานของเรา มากเพียงใด 

แน่นอนว่าคงไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการเห็นลูกเป็นทุกข์ เจ็บปวด แต่บางครั้ง "อคติและ ความเข้าใจผิด" ที่เรามี อยู่ก็ทำให้สิ่งที่ไม่ควรจะเป็น "ปัญหา" กลายเป็นปัญหาขึ้นมาจริง ๆ และอาจรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย 

จนวันหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่อาจพบว่า ตัวเองกับลูกกลาย เป็นคน แปลกหน้าต่อกันไปเสียแล้ว! 

กลุ่มอัญจรีจึงเสาะหาข้อมูลและคำแนะนำที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์มาฝากแก่คุณพ่อคุณแม่ค่ะ ด้วยความหวังว่า ความรักและความเข้าใจที่พ่อ แม่ ลูก มีต่อกันจะนำพาสิ่งดี ๆ มาให้ครอบครัว และสังคมของเราตลอดไป 

6 ข้อ สำหรับพ่อแม่ เมื่อลูกรักเพศเดียวกัน 

1. เริ่มต้นที่ความเข้าใจทำความเข้าใจก่อนว่า การที่คนทั่วไปในสังคม (รวมทั้งเราด้วย) มีความรู้สึกด้านลบกับ คนที่รักเพศเดียวกันเพราะขาดข้อมูลที่ถูกต้อง มีความเชื่อผิด ๆ ว่าการรักเพศเดียวกันเป็นบาป เป็นโรคติดต่อ 
เป็นความผิดปกติทางจิตใจ ซึ่งในปัจจุบัน นี้ก็มีผลสรุปออกมาแล้วว่าการรักเพศเดียวกันนั้น เป็นพียงทางเลือกหนึ่ง ในการดำเนินชีวิตที่ทุก ๆ คนควรได้รับสิทธินี้ ควรขจัดอคติที่ว่าคนรักเพศเดียวกันนั้นเป็นปัญหาสังคม เพราะแท้จริง แล้ว แรงกดดันจากสังคมต่างหากที่สร้างแรงกระทบและก่อปัญหาแก่คนรักเพศเดียวกัน 

อย่าลืมว่าแม้แต่ในประกาศรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในมาตรา 26 ก็ระบุเอาไว้ว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง" 


2. ถามตัวเองให้ชัดเจนว่า... ลองถามตัวเองสักครั้งว่า ความรักที่เรามีต่อลูกของเรานั้น ต้องมีการ จำกัดเงื่อนไข ด้วยหรือ พ่อแม่หลายคนเคยพูดว่า ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไรก็ตาม ลูกก็คือลูก คือสิ่งมีค่าในชีวิต แม้ลูกบางคนจะเคย ทำความผิดร้ายแรงเช่นก่อคดีฆาตกรรม เกี่ยวข้อง กับยาเสพติด พ่อแม่ก็ยังรัก ยังพร้อมให้ความช่วยเหลือ เมื่อลูกเสียใจสำนึกผิด 

แล้วในกรณีที่ลูกเพียงแต่ต้องการใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่ได้สร้างปัญหาให้กับใคร ความรังเกียจเหยียด หยามที่ผู้อื่น มีต่อลูกของเราเป็นสิ่งที่เกิดจากอคติ อุปาทาน ทำไมเราจึง ต้องสร้างแรงกดดันให้แก่ลูกของเราอีกด้วย 


3. หาคำตอบเรื่องความคาดหวัง ถามตัวเองอีกข้อว่า ที่เราโกรธลูก ไม่พอใจความ ประพฤติของลูกเพราะเรา ต้องการให้ลูกเป็น ไปตามความคาดหวังของเราใช่หรือไม่ ลองทบทวนย้อนหลัง ว่าเรา คาดหวังอะไรกับลูกบ้าง เราเคยถูกคนอื่นเช่นพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ ของเราคาดหวังมาก่อนหรือไม่ 

ลองนำความรู้สึกของเราเปรียบเทียบกับ ความรู้สึกของลูก เพื่อหาคำตอบว่า ความคาดหวังนั้น ๆ ก่อให้เกิดผลดี ทุกอย่างจริงหรือ? 


4. เลิกตั้งมาตรฐานกับลูก เลิกคิด เลิกเข้าใจผิดว่า คนรักเพศเดียวกันนั้นคือ พฤติกรรมการ แสดงออกที่ไม่ เหมาะสมเสมอไป การที่ลูกของเรามีบุคลิกภาพที่แตกต่างจากเพศเดียวกันคนอื่น ๆ เช่น ไว้ผมทรงเดียวกับผู้ชาย ชอบนุ่งกางเกงดูเข้มแข็งกว่าผู้หญิงทั่วไป ฯลฯ ไม่ได้หมายความว่า ลูกของเราเป็นคนประหลาด ผิดปกติ นั่นเป็นเพียง รสนิยมและความชอบบางอย่างของเขาเท่านั้น 

นอกจากนั้น คนที่รักเพศเดียวกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิงรักผู้หญิง ผู้ชายรักผู้ชาย อาจไม่ได้ มีบุคลิกภาพ แสดงถึงความเป็น ทอม-ดี้-ตุ๊ด-แต๋ว อย่างที่สังคมเรียกขานตลอดเวลา 

มีคนรักต่าง เพศอีกมากมายที่มีบุคลิกภายนอกแตกต่างจากเพศเดียวกันกับตน เช่น ผู้หญิงจำนวน มาก ที่ชอบไว้ ผมสั้น แต่กายทะมัดทะแมง มีท่าทางห้าวหาญ ฯลฯ เพราะฉะนั้น อย่าใช้ภาพลักษณ์ ภายนอกมากำหนด มาตรฐาน และตัดสินลูกของเรา ตราบใดที่เขารู้จักกาละเทศะ มั่นใจใน ตนเองประพฤติตนเป็น คนดีของสังคม 

เช่นเดียวกับเราเองที่มั่นใจในเอกลักษณ์และตัวตนของเรา อย่าลืมว่าความแตกต่างหลากหลายเป็นสิ่งปกติบน โลกใบนี้ 


5. อย่าดูถูกว่าการรักเพศเดียวกันเป็นแต่เรื่องบนเตียง เซ็กส์ หรือกามารมณ์ เป็นองค์ประกอบ ที่สำคัญอย่างหนึ่งใน ชีวิตก็จริง แต่ไม่ว่าจะรักเพศเดียวกันหรือรักต่างเพศ กามารมณ์ก็ไม่ใช่ "เรื่องเดียว" ในชีวิตลูกของเราก็เหมือน คนทั่วไป ต้องเรียนหนังสือ ทำงาน ประกอบอาชีพ ทำงานอดิเรก ฯลฯ 

ไม่ควรมองว่าคนรักเพศเดียวกันคือคนที่ถือเรื่องเพศเป็นใหญ่ อย่าลงความ เห็นว่าการที่ลูกมีเพศสัมพันธ์ กับเพศเดียวกันเป็นเรื่อง "ผิดหรือบาป" เพศสัมพันธ์ในวัย และโอกาส ที่เหมาะสมเป็นเรื่องธรรมชาติ 


6. หลีกเลี่ยงการกล่าวโทษตัวเองอย่าคิด หรือลงโทษตัวเองว่า การที่ลูกรักเพศเดียวกัน นั้นเป็น ความผิดของเรา 

ทุกครอบครัวสามารถมีลูกที่รักเพศเดียวกันได้เสมอ การรักเพศเดียวกันก็เหมือนกับการรักต่างเพศ สามารถเกิดขึ้น กับใคร ที่ไหนก็ได้ 

มีรายงานมากมาย กล่าวถึงคนรักเพศเดียว กันที่มาจากครอบครัวที่อบอุ่น มีคนรักเพศเดียวกันอยู่ทั่วทุกมุมโลก และไม่มีงานวิจัยใดบ่งบอก สาเหตุแน่ชัดว่า คนรักเพศเดียวกันเพราะอะไร 

สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การพยายามหาสาเหตุของการรักเพศเดียวกัน แต่อยู่ที่ว่า เราควรรักลูก เข้าใจลูก และปฏิบัติอย่างไรต่อลูกของเรามากกว่าค่ะ

ข้อมูลจาก : http://www.vcharkarn.com
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก